(บันทึกกันลืม)
#uname -m
#uname -a
#cat /proc/cpuinfo
#getconf -a | grep FILESIZEBITS
Showing posts with label Ubuntu Zone. Show all posts
Showing posts with label Ubuntu Zone. Show all posts
Tuesday, January 4, 2011
Thursday, March 12, 2009
การ install และ config โปรแกรม vsftpd
(บันทึกกันลืม)
เท่าที่ผมเห็นใช้กันมากๆก็จะมี 2 ตัว คือ vsftpd กับ ProFTPD
โดย ส่วนตัว ผมเลือก vsftpd ครับ เพราะเมื่อก่อนผมใช้ redhat แล้วมันแถมมาตอนลง server ผมก็เลยใช้มันมาเรื่อยๆ (ก็คนมันเคยชินแล้วนี่นา)
แต่ก็นั่นแหละ ใน Ubuntu Server เราต้องลงเอง โดยใช้คำสั่ง
apt-get install vsftpd
จากนั้น เราก็มา config ค่าต่างๆของ FTP Server โดยแก้ไข config file ที่ /etc/vsftpd.conf
การแก้ไข อย่าลืม su ให้เป็น root ก่อนนะครับ ไม่งั้นแก้ไปแก้มา save ไม่ได้ เสียเวลาเราอีก (จากประสบการณ์เคยมาแล้วและเซ็งไปแล้ว)
ในไฟล์ vsftpd.conf แก้ไขค่า
anonymous_enable = NO
# ปิดการใช้ anonymous ftp
write_enable = YES
# ให้ user สามารถใช้ FTP write ได้
local_enable = YES
# ใช้ user จาก /etc/passwd
file_open_mode = 0777 (เพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป)
local_umask = 0022
# ให้ file ที่ user upload ขึ้นไป มี permission เป็น 755 อัตโนมัติโดยไม่ต้องมาไล่ chmod กันทีหลัง
chroot_local_user = YES
chroot_list_enable = YES
chroot_list_file = /etc/vsftpd.chroot_list
# ให้ user อยู่แต่ใน home directory ของตัวเองเท่านั้น ยกเว้นให้ผู้ใช้ที่มีชื่ออยู่ในไฟล์ /etc/vsftpd.chroot_list ซึ่งไฟล์นี้ต้องสร้างขึ้นมาใหม่
เมื่อเสร็จแล้ว ให้ save file vsftpd.conf นี้ จากนั้นก็ไปสร้างไฟล์ใหม่ คือ /etc/vsftpd.chroot_list แล้วใส่ชื่อ user ที่ต้องการยกเว้นลงไป
จากนั้น restart service vsftpd โดยใช้ตำสั่ง
/etc/init.d/vsftpd restart
จากนั้นก็ทดลองใช้งาน ftp ครับ
ที่มา : ubuntuclub.com
เท่าที่ผมเห็นใช้กันมากๆก็จะมี 2 ตัว คือ vsftpd กับ ProFTPD
โดย ส่วนตัว ผมเลือก vsftpd ครับ เพราะเมื่อก่อนผมใช้ redhat แล้วมันแถมมาตอนลง server ผมก็เลยใช้มันมาเรื่อยๆ (ก็คนมันเคยชินแล้วนี่นา)
แต่ก็นั่นแหละ ใน Ubuntu Server เราต้องลงเอง โดยใช้คำสั่ง
apt-get install vsftpd
จากนั้น เราก็มา config ค่าต่างๆของ FTP Server โดยแก้ไข config file ที่ /etc/vsftpd.conf
การแก้ไข อย่าลืม su ให้เป็น root ก่อนนะครับ ไม่งั้นแก้ไปแก้มา save ไม่ได้ เสียเวลาเราอีก (จากประสบการณ์เคยมาแล้วและเซ็งไปแล้ว)
ในไฟล์ vsftpd.conf แก้ไขค่า
anonymous_enable = NO
# ปิดการใช้ anonymous ftp
write_enable = YES
# ให้ user สามารถใช้ FTP write ได้
local_enable = YES
# ใช้ user จาก /etc/passwd
file_open_mode = 0777 (เพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป)
local_umask = 0022
# ให้ file ที่ user upload ขึ้นไป มี permission เป็น 755 อัตโนมัติโดยไม่ต้องมาไล่ chmod กันทีหลัง
chroot_local_user = YES
chroot_list_enable = YES
chroot_list_file = /etc/vsftpd.chroot_list
# ให้ user อยู่แต่ใน home directory ของตัวเองเท่านั้น ยกเว้นให้ผู้ใช้ที่มีชื่ออยู่ในไฟล์ /etc/vsftpd.chroot_list ซึ่งไฟล์นี้ต้องสร้างขึ้นมาใหม่
เมื่อเสร็จแล้ว ให้ save file vsftpd.conf นี้ จากนั้นก็ไปสร้างไฟล์ใหม่ คือ /etc/vsftpd.chroot_list แล้วใส่ชื่อ user ที่ต้องการยกเว้นลงไป
จากนั้น restart service vsftpd โดยใช้ตำสั่ง
/etc/init.d/vsftpd restart
จากนั้นก็ทดลองใช้งาน ftp ครับ
ที่มา : ubuntuclub.com
Saturday, July 12, 2008
การ config 2 ip บน network card
สำหรับผู้ที่ใช้ command line เป็นหลักนะครับ ถ้าใครใช้ x-windows ก็สามารถเพิ่ม ip ผ่าน User Graphic Interface : GUI ได้เลย พอดีที่ทำงานผม บังเอิญมีกรณีที่ต้องใช้ 2 ip บน lan card ตัวเดียว และยังเป็น ip คนละ subnet อีกต่างหาก และใช้ ubuntu 8.04 เป็นฐานปฏิบัติการ ว่าแล้วก็ไปดูขั้นตอนกันเลย....
Step1. เปิด Terminal ขึ้นมา
Step2. เข้าไปแก้ไขไฟล์ /etc/network/interface ด้วยคำสั่งดังนี้
$sudo vi /etc/network/interface
Step3. เพิ่มรายการ ip address เข้าไปตามนี้
iface eth0:1 inet static
address 10.0.0.100
netmask 255.255.0.0
network 10.0.0.0
broadcast 10.0.0.255
gateway 10.0.0.1
iface eth0:2 inet static
address 12.214.0.100
netmask 255.0.0.0
network 12.214.0.0
broadcast 12.214.0.255
gateway 12.214.0.1
สังเกตดี ๆ ในบรรทัดที่เขียนว่า iface eth0:1, eth0:2 เป็นการระบุให้ระบบรู้ว่าเป็น ip ของ eth0 เหมือนกันแต่มี 2 เบอร์ ท่านก็นำ script นี้ไปประยุกใช้กับหน่วยงานของท่านได้เลย ตรวจสอบความเรียบร้อยแล้วบันทึกออกมาเลยครับ
Step4. สั่ง restart service ของ network ด้วยคำสั่งนี้
$sudo /etc/init.d/networking restart
เป็นอันเสร็จพิธี Enjoy........
Step1. เปิด Terminal ขึ้นมา
Step2. เข้าไปแก้ไขไฟล์ /etc/network/interface ด้วยคำสั่งดังนี้
$sudo vi /etc/network/interface
Step3. เพิ่มรายการ ip address เข้าไปตามนี้
iface eth0:1 inet static
address 10.0.0.100
netmask 255.255.0.0
network 10.0.0.0
broadcast 10.0.0.255
gateway 10.0.0.1
iface eth0:2 inet static
address 12.214.0.100
netmask 255.0.0.0
network 12.214.0.0
broadcast 12.214.0.255
gateway 12.214.0.1
สังเกตดี ๆ ในบรรทัดที่เขียนว่า iface eth0:1, eth0:2 เป็นการระบุให้ระบบรู้ว่าเป็น ip ของ eth0 เหมือนกันแต่มี 2 เบอร์ ท่านก็นำ script นี้ไปประยุกใช้กับหน่วยงานของท่านได้เลย ตรวจสอบความเรียบร้อยแล้วบันทึกออกมาเลยครับ
Step4. สั่ง restart service ของ network ด้วยคำสั่งนี้
$sudo /etc/init.d/networking restart
เป็นอันเสร็จพิธี Enjoy........
Tuesday, July 8, 2008
แต่ง ubuntu ในสไตล์ mac
ขออุ๊บไว้ก่อนนะก๊าบ วันนี้เราจะมาแต่งอะไรกัน แต่ถ้าสังเกตไฟล์ที่ผมจะบอกลิงค์ให้โหลด หลายคนอาจถึงบางอ้อแล้วก็ได้....
Step1. โหลด pkg .deb ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ
http://prdownload.berlios.de/cairo-dock/cairo-dock_v1.5.3.2_i686-32bits.deb
http://prdownload.berlios.de/cairo-dock/cairo-dock-plug-ins_v1.5.3.2_i686-32bits.deb
Step3. เมื่อได้ไฟล์สองไฟล์มาแล้ว ให้ดับเบิ้ลคลิก และเลือก install packet ได้เลยครับ
เป็นอันเรียบร้อย และเรียกใช้บริการได้ที่ Applications-->System Tools-->Cairo Dock หรือถ้าเรียกผ่าน Terminal ก็สามารถพิมพ์ cairo-dock แล้ว enter ได้เลยครับ(ยังมีอะไรอีกหว่า ที่ linux ยังทำไม่ได้):- enjoy..............
ที่มา : opensource2day.com
Step1. โหลด pkg .deb ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ
http://prdownload.berlios.de/cairo-dock/cairo-dock_v1.5.3.2_i686-32bits.deb
http://prdownload.berlios.de/cairo-dock/cairo-dock-plug-ins_v1.5.3.2_i686-32bits.deb
Step3. เมื่อได้ไฟล์สองไฟล์มาแล้ว ให้ดับเบิ้ลคลิก และเลือก install packet ได้เลยครับ
เป็นอันเรียบร้อย และเรียกใช้บริการได้ที่ Applications-->System Tools-->Cairo Dock หรือถ้าเรียกผ่าน Terminal ก็สามารถพิมพ์ cairo-dock แล้ว enter ได้เลยครับ(ยังมีอะไรอีกหว่า ที่ linux ยังทำไม่ได้):- enjoy..............
ที่มา : opensource2day.com
Thursday, June 26, 2008
บันทึกการติดต้ง ClamAV บน Ubuntu8.04(Hardy)
ClamAV เป็นโปรแกรมสำหรับสแกนไวรัสนะครับ โปรแกรมตัวนี้สามารถรันได้ทั้ง Linux และ Windows แถมยังฟรีอีกต่างหาก แต่ในที่นี้จะเป็นวิธีที่ติดตั้งบน Ubuntu8.04(Hardy)และเป็นการใช้คำสั่งในการติดตั้งผ่านอินเตอร์เน็ต ดังนั้นท่านต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้เรียบร้อยก่อนนะครับ พร้อมแล้วก็ลุยกันเลย...
Step1. Applications --> Accessorice --> Terminal
Step2. ติดตั้งด้วยคำสั่งนี้ $sudo apt-get install clamav
Step3. เมื่อติดตั้งแล้วต้อง update dat file ด้วยคำสั่งนี้ $sudo freshclam
Step4. สั่งให้ clamav อัปเดรต dat file อัตโนมัติ ด้วยคำสั่งนี้ $sudo apt-get install clamav-daemon
Step5. ติดตั้ง GUI : Graphic User Interface ด้วยคำสั่งนี้ $sudo apt-get install clamtk
(เราจะไม่สามารถเรียกใช้ GUI ได้ เนื่องจากต้องมีการติดตั้งตัว update ก่อนนะครับ)
Step6. ติดตั้งตัว update clamtk ด้วยคำสั่งนี้
$cd /tmp
$wget -c http://downloads.sourceforge.net/clamtk/clamtk_2.99-1_all.deb
$sudo dpkg -i clamtk_2.99-1_all.deb
เป็นอันเสร็จสิ้นขึ้นตอนการติดตั้ง ClamAV
#การเรียกใช้งานมีสองแบบ
1.ทำงานบน Terminal ใช้คำสั่งดังนี้ $clamscan -r /media/you drive
2.ทำงานบน GUI เรียกที่เมนู Application-->Accessories-->Virus Scanner
-----Good Luck & Enjoy----------
Step1. Applications --> Accessorice --> Terminal
Step2. ติดตั้งด้วยคำสั่งนี้ $sudo apt-get install clamav
Step3. เมื่อติดตั้งแล้วต้อง update dat file ด้วยคำสั่งนี้ $sudo freshclam
Step4. สั่งให้ clamav อัปเดรต dat file อัตโนมัติ ด้วยคำสั่งนี้ $sudo apt-get install clamav-daemon
Step5. ติดตั้ง GUI : Graphic User Interface ด้วยคำสั่งนี้ $sudo apt-get install clamtk
(เราจะไม่สามารถเรียกใช้ GUI ได้ เนื่องจากต้องมีการติดตั้งตัว update ก่อนนะครับ)
Step6. ติดตั้งตัว update clamtk ด้วยคำสั่งนี้
$cd /tmp
$wget -c http://downloads.sourceforge.net/clamtk/clamtk_2.99-1_all.deb
$sudo dpkg -i clamtk_2.99-1_all.deb
เป็นอันเสร็จสิ้นขึ้นตอนการติดตั้ง ClamAV
#การเรียกใช้งานมีสองแบบ
1.ทำงานบน Terminal ใช้คำสั่งดังนี้ $clamscan -r /media/you drive
2.ทำงานบน GUI เรียกที่เมนู Application-->Accessories-->Virus Scanner
-----Good Luck & Enjoy----------
Monday, June 9, 2008
การติดตั้ง Partition Editor บน Hardy
การใช้งาน Partition Editor บน linux ก็จะคล้าย ๆ กับการใช้ Partition Magic บนวินโดว์นะครับ วิธิการติดตั้งตามนี้ครับ
Step 1.Applications-->Accessories-->Terminal
Step 2.$sudo aptitude update(Enter แล้วใส่รหัสผ่านของเราเข้าไป)
Step 3.$sudo aptitude install gparted
Good Luck & Enjoy.....
Step 1.Applications-->Accessories-->Terminal
Step 2.$sudo aptitude update(Enter แล้วใส่รหัสผ่านของเราเข้าไป)
Step 3.$sudo aptitude install gparted
Good Luck & Enjoy.....
Saturday, May 24, 2008
ปัญหาภาษาไทยของ Openoffice2.4 บน Hardy
หลังจากที่ได้ติดตั้ง Ubuntu8.04(Hardy) ก็พบปัญหาภาษาไทยของ OpenOffice2.4 คือเวลาเราพิมพ์ภาษาไทยติดกันไปเรื่อย ฟอนด์บางชนิดจะทับซ้อนกันทำให้อ่านไม่ออก โดยเฉพาะฟอนด์ของค่ายไมโครซอร์ฟ จากที่เช็คข้อมูลในบอร์ดของคลับเขาบอกว่าเป็นบักของ OpenOffice2.4 ที่ติดออกมากับ Ubuntu8.04 นะครับ วิธีแก้ป้ญหาสามารถเข้าไปดูได้ที่นี้ แต่คำแนะนำในบอร์ดนี้ยังมีขอผิดพลาดอยู่ครับ ผมเลยมาเรียบเรียงใหม่ได้ใจความดังนี้
#พิมพ์คำสั่งเพื่อถอนการติดตั้ง OpenOffice2.4 ที่มากับ Ubuntu8.04
$sudo apt-get -y remove openoffice.org openoffice.org-base openoffice.org-calc openoffice.org-common openoffice.org-core openoffice.org-draw openoffice.org-evolution openoffice.org-filter-mobiledev openoffice.org-gnome openoffice.org-gtk openoffice.org-help-en-us openoffice.org-impress openoffice.org-java-common openoffice.org-l10n-common openoffice.org-l10n-en-gb openoffice.org-l10n-en-za openoffice.org-math openoffice.org-style-human openoffice.org-writer
#ติดตั้ง Java5
$sudo apt-get -y install sun-java5-bin sun-java5-jre sun-java5-jdk sun-java5-fonts sun-java5-plugin
Start....
Step1. โหลด OOo_2.4.0_LinuxIntel_install_en-US_deb.tar.gz
$wget -c http://www.stchman.com/tools/openoffice/OOo_2.4.0_LinuxIntel_install_en-US_deb.tar.gz
Step2. $tar zxvf OOo_2.4.0_LinuxIntel_install_en-US_deb.tar.gz
Step3. $cd /OOH680_m12_native_packed-1_en-US.9286/DEBS
Step4. $sudo dpkg -i *.deb
Step5. $cd /OOH680_m12_native_packed-1_en-US.9286/DEBS/desktop-integration
Step6. $sudo dpkg -i *.deb
เป็นอันเสร็จสิ้นขี้นตอนการแก้ปัญหาภาษาไทยของ OpenOffice2.4 ครับคราวนี้ก็ลองเปิดโปรแกรม write ขึ้นมาแล้วลองพิมพ์ข้อความภาษาไทยดู enjoy....
#พิมพ์คำสั่งเพื่อถอนการติดตั้ง OpenOffice2.4 ที่มากับ Ubuntu8.04
$sudo apt-get -y remove openoffice.org openoffice.org-base openoffice.org-calc openoffice.org-common openoffice.org-core openoffice.org-draw openoffice.org-evolution openoffice.org-filter-mobiledev openoffice.org-gnome openoffice.org-gtk openoffice.org-help-en-us openoffice.org-impress openoffice.org-java-common openoffice.org-l10n-common openoffice.org-l10n-en-gb openoffice.org-l10n-en-za openoffice.org-math openoffice.org-style-human openoffice.org-writer
#ติดตั้ง Java5
$sudo apt-get -y install sun-java5-bin sun-java5-jre sun-java5-jdk sun-java5-fonts sun-java5-plugin
Start....
Step1. โหลด OOo_2.4.0_LinuxIntel_install_en-US_deb.tar.gz
$wget -c http://www.stchman.com/tools/openoffice/OOo_2.4.0_LinuxIntel_install_en-US_deb.tar.gz
Step2. $tar zxvf OOo_2.4.0_LinuxIntel_install_en-US_deb.tar.gz
Step3. $cd /OOH680_m12_native_packed-1_en-US.9286/DEBS
Step4. $sudo dpkg -i *.deb
Step5. $cd /OOH680_m12_native_packed-1_en-US.9286/DEBS/desktop-integration
Step6. $sudo dpkg -i *.deb
เป็นอันเสร็จสิ้นขี้นตอนการแก้ปัญหาภาษาไทยของ OpenOffice2.4 ครับคราวนี้ก็ลองเปิดโปรแกรม write ขึ้นมาแล้วลองพิมพ์ข้อความภาษาไทยดู enjoy....
Wednesday, May 14, 2008
Install VMware Player/Workstation : Ubuntu8.04(Hardy)
ทักทายสาวก Ubuntu กันสักหน่อยนะครับ หลังจากที่ปล่อย Ubuntu8.04(Hardy) ออกมาได้สักพัก ใครที่ได้ลองเล่นดูแล้วก็เล่าสู่กันฟังนะครับ สำหรับผมเองพึ่งจะได้ลองติดตั้งเมื่อสองสามวันมานี้เอง ติดตั้งเสร็จก็ทำการ install vmware ซะเลย เพราะผมต้องใช้ทดสอบระบบต่าง ๆ อีกอยากก็ใช้ OS หลายตัวด้วยแหล่ะครับ ช่วง install vmware มีอุปสรรค์นิดหน่อย แต่ก็มีวิธีแก้ไขครับ ซึ่งถ้าเราข้ามจุดนี้ไปหล่ะก็จะมี error ตอนท้ายแน่นอน ว่าแล้วก้ไปดูวิธีแก้ปัญหากันเลย
Step1. Download VMware Player/Workstation
Step2. Applications-->Accessries-->Terminal
Step3. $tar xzvf VMware-workstation-6.0.2-59824.i386.tar.gz
Step4. $cd vmware-distrib
Step5. $sudo ./vmware-install.pl กด enter ระบบจะติดตั้งโปรแกรมให้เรา พอถึงขั้นตอนที่ระบบถามว่าจะ install vmware-config.pl ขั้นตอนนี้ให้เราตอบ NO ไปก่อนนะครับ (เนื่องจากไฟล์ vmware-config.pl ในเวอร์ชั่นนี้มีปัญหากับการทำงานบน kernel 2.6.24 Download patch ตาม Step6 ได้เลยครับ)
Step6. Download the latest any-any patch - currently vmware-any-any-update-116
Step7. $tar xzvf vmware-any-any-update-116.tgz
Step8. $cd vmware-any-any-update116
Step9. $sudo ./runme.pl กด enter เข้าไปเลยครับ พอถึงขั้นตอนการติดตั้ง vmware-config.pl ให้ตอบ YES หลังจากนั้นเราสามารถที่จะใช้ค่า Defualt ที่ระบบกำหนดมาให้เราได้เลยครับ enter ไปเรื่อย ๆ
Step10 สำหรับท่านที่มี lan card หลายตัวอย่าลืมกำหนด Bridg ของ lan card ให้ถูกต้องกับที่เราใช้งานอยู่ด้วยครับ ไม่เช่นนั้นระบบจะไม่สามารถ ping ออกได้เลย
สำหรับท่านที่ต้องการจะลงทั้งตัว Server แล้วก็ Workstation ก็ได้เช่นกันครับแต่ต้องกำหนด path ในการติดตั้งไปไว้คนละที่กัน ลองดูนะครับ ได้หรือไม่ได้ยังไงรายงานผลด้วย บาย...
Step1. Download VMware Player/Workstation
Step2. Applications-->Accessries-->Terminal
Step3. $tar xzvf VMware-workstation-6.0.2-59824.i386.tar.gz
Step4. $cd vmware-distrib
Step5. $sudo ./vmware-install.pl กด enter ระบบจะติดตั้งโปรแกรมให้เรา พอถึงขั้นตอนที่ระบบถามว่าจะ install vmware-config.pl ขั้นตอนนี้ให้เราตอบ NO ไปก่อนนะครับ (เนื่องจากไฟล์ vmware-config.pl ในเวอร์ชั่นนี้มีปัญหากับการทำงานบน kernel 2.6.24 Download patch ตาม Step6 ได้เลยครับ)
Step6. Download the latest any-any patch - currently vmware-any-any-update-116
Step7. $tar xzvf vmware-any-any-update-116.tgz
Step8. $cd vmware-any-any-update116
Step9. $sudo ./runme.pl กด enter เข้าไปเลยครับ พอถึงขั้นตอนการติดตั้ง vmware-config.pl ให้ตอบ YES หลังจากนั้นเราสามารถที่จะใช้ค่า Defualt ที่ระบบกำหนดมาให้เราได้เลยครับ enter ไปเรื่อย ๆ
Step10 สำหรับท่านที่มี lan card หลายตัวอย่าลืมกำหนด Bridg ของ lan card ให้ถูกต้องกับที่เราใช้งานอยู่ด้วยครับ ไม่เช่นนั้นระบบจะไม่สามารถ ping ออกได้เลย
สำหรับท่านที่ต้องการจะลงทั้งตัว Server แล้วก็ Workstation ก็ได้เช่นกันครับแต่ต้องกำหนด path ในการติดตั้งไปไว้คนละที่กัน ลองดูนะครับ ได้หรือไม่ได้ยังไงรายงานผลด้วย บาย...
Friday, May 2, 2008
คำสั่ง Update Ubuntu
การใช้งาน Ubuntu มีข้อดีอีกอย่าง คือระบบจะ Update packet ต่าง ๆ ให้เราอัตโนมัติ (เหมือนกับ xp) แต่ในกรณีที่เราไม่ได้ไปเลือก Option ให้ระบบ update อัตโนมัติหล่ะ จะทำอย่างไร ให้เราเปิด Terminal ขึ้นมานะครับ แล้วใช้คำสั่งนี้
$sudo update-manager -d
enter หนึ่งครั้งแล้วนั่งจิบกาแฟรอ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของ Ubuntu อ้อ! อย่าลืมใส่รหัสผ่านของเราไปด้วยหล่ะ เพราะระบบเขาต้องการ (ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับความแรงของเน็ตท่านนะครับ)
$sudo update-manager -d
enter หนึ่งครั้งแล้วนั่งจิบกาแฟรอ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของ Ubuntu อ้อ! อย่าลืมใส่รหัสผ่านของเราไปด้วยหล่ะ เพราะระบบเขาต้องการ (ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับความแรงของเน็ตท่านนะครับ)
Thursday, April 10, 2008
Dual Boot ระหว่าง Linux กับ Windows XP ในกรณี Linux ติดตั้งเป็นตัวแรก
อ่ะแถมให้อีก link แล้วกันครับ คราวนี้จะเป็นกรณีศึกษาที่ติดตั้ง linux เป็นระบบปฏิบัติการตัวแรก สงกรานต์นี้ก็เที่ยวกันให้สนุก และระวังอุบัติเหตุนะครับ สำหรับใครที่ไม่ได้ไปไหนก็ลองลุยดูตาม link นี้แล้วกัน... เจอกันอีกทีคงหลังสงกรานต์โน่นแหล่ะ บาย บาย...
ที่มา : www.pantip.com
ที่มา : www.pantip.com
Dual Boot ระหว่าง Windows XP กับ Linux ในกรณี XP ติดตั้งเป็นตัวแรก
สำหรับใครที่อยากใช้ Window$ XP ควบคู่ไปกับ Ubuntu นะครับ ผมเคยลองติดตั้งใช้งานในลักษณะนี้มาก่อน แต่ไม่มีเวลาเขียนบทความ วันนี้ก็เลยขอยืม link นี้เป็น guide line ให้ท่าน ๆ ได้ลองเล่นดูนะครับ คำเตือน กรุณาสำรองข้อมูลของท่านให้ดีก่อนกระทำการใดๆ เนื่องจากวิธีการนี้ค่อนข้างเป็นวิธีที่อันตรายสำหรับมือใหม่ พร้อมแล้วก็ลุยไปกับ link นี้กันเลยครับ http://www.pantip.com/tech/article/article.php?id=202
Friday, April 4, 2008
Install VMware Workstation(Ubuntu7.10)
หลายท่านคงเคยใช้โปรแกรมสำหรับจำลองเครื่องกันมาบ้างแล้วนะครับ ซึ่งก็มีอยู่หลายตัวด้วยกัน เช่น Parallel, Virtual Box เป็นต้น สรรพคุณของโปรแกรมพวกนี้ ก็คือจะจำลองเครือ่งคอมพิวเตอร์ของเราให้เหมือนมีคอมฯ หลาย ๆ เครื่องในเครื่องเดียวนะครับ สำหรับวันนี้ผมจะ guide line การติดตั้ง VMware Workstation 6.0.2 บน Ubuntu 7.10 (พี่งลองติดตั้งไปมาด ๆ ) พร้อมแล้วก็ลุยกันเลยครับ...
Step 0.ไปที่เมนู Application --> Accessories --> Terminal
Step 1.ทำการ Compile VMware Kernel Module ด้วยคำส่งนี้
$sudo apt-get install linux-headers-$(uname -r) build-essential gcc-3.4
Step 2. สำหรับผู้ที่ใช้ซีพียูตระกูล AMD ให้รันคำสั่งนี้ก่อน (Intel ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย)
$sudo apt-get install ia32-libs
Step 3.$tar xzf VMware-workstation-6.0.2-59824.i386.tar.gz
Download ได้ที่เว็บไซต์ของ VMware
Step 4.รัน VMware install script ดังนี้
export CC=/usr/bin/gcc-3.4 && cd vmware-distrib && sudo ./vmware-install.pl
ระบบจะมีคำถามต่าง ๆ มากหมาย เราสามารถที่จะใช้ค่า Defualt โดยการกด Enter ผ่านได้เลย ถ้าทำแล้วมี error ก็ให้เช็ค Step 1 แล้วก็เช็คดูว่าเครื่องเราออกเน็ตได้ยัง ลองดูนะครบ...
Step 0.ไปที่เมนู Application --> Accessories --> Terminal
Step 1.ทำการ Compile VMware Kernel Module ด้วยคำส่งนี้
$sudo apt-get install linux-headers-$(uname -r) build-essential gcc-3.4
Step 2. สำหรับผู้ที่ใช้ซีพียูตระกูล AMD ให้รันคำสั่งนี้ก่อน (Intel ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย)
$sudo apt-get install ia32-libs
Step 3.$tar xzf VMware-workstation-6.0.2-59824.i386.tar.gz
Download ได้ที่เว็บไซต์ของ VMware
Step 4.รัน VMware install script ดังนี้
export CC=/usr/bin/gcc-3.4 && cd vmware-distrib && sudo ./vmware-install.pl
ระบบจะมีคำถามต่าง ๆ มากหมาย เราสามารถที่จะใช้ค่า Defualt โดยการกด Enter ผ่านได้เลย ถ้าทำแล้วมี error ก็ให้เช็ค Step 1 แล้วก็เช็คดูว่าเครื่องเราออกเน็ตได้ยัง ลองดูนะครบ...
Advanced Desktop Effects (Compiz Fusion)
สำหรับ Ubuntu 7.10 (Gutsy) เขาติดตั้ง Compiz Fusion มาให้เราเรียบร้อยแล้วแล้วครับ ที่เหลือก็คงจะเป็นหน้าที่เรา ที่จะต้องมาติดตั้งโปรแกรมเข้ามา manage compiz โปรแกรมที่ว่านี้ก็คือตัว Advanced Desktop Effects (Compiz Fusion) นั่นเอง ในการติดตั้งครั้งนี้ผมขอแนะนำการติดตั้งผ่านอินเตอร์เน็ตเลยแล้วกันครับ พร้อมแล้วก้ไปกันเลย
Step 1. ไปที่เมนู Applications --> Accessories --> Terminal
Step 2. $sudo apt-get install compizconfig-settings-manager แล้ว enter รอสักครู่นะครับ
Step 3. เมื่อทุกอย่ากเรียบร้อย เราสามารถเรียกใช้งานได้ที่ System --> Preferences --> Advanced Desktop Effect Settings
ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ตามความเหมาะสมเลยนะครับ ผมว่า Effect ต่าง ๆ ที่ ubuntu มีมาให้คงจะอวดสาว ๆ ได้ไม่แพ้กับ Vista เลยทีเดียว....
Step 1. ไปที่เมนู Applications --> Accessories --> Terminal
Step 2. $sudo apt-get install compizconfig-settings-manager แล้ว enter รอสักครู่นะครับ
Step 3. เมื่อทุกอย่ากเรียบร้อย เราสามารถเรียกใช้งานได้ที่ System --> Preferences --> Advanced Desktop Effect Settings
ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ตามความเหมาะสมเลยนะครับ ผมว่า Effect ต่าง ๆ ที่ ubuntu มีมาให้คงจะอวดสาว ๆ ได้ไม่แพ้กับ Vista เลยทีเดียว....
Wednesday, April 2, 2008
Ubuntu 7.10 LAMP Server
LAMP ย่อมาจาก Linux Apache MySQL PHP ซี่งถือได้ว่าเป็น Web Server Software ตัวหนึ่งที่ทำงานได้ดีทีเดียวนะครับ วันนี้ผมจะแนะนำการติดตั้ง LAMP บน Ubuntu 7.10 โดยติดตั้งผ่าน Internet โปรแกรมที่เราจะใช้ติดตั้งก็คงจะหนีไม่พ้น Terminal ตัวเก่งของเรานะครับ พร้อมแล้วก็ลุยกันเล๊ย
Step 1. ไปที่เมนู Applications --> Accessories --> Terminal
Step 2. ได้หนาจอ Terminal ขึ้นมาแล้วเราก็จะมาติดตั้ง Apache ด้วยคำสั่ง
$sudo aptitude install apache2 (Enter เลยนะครับ รอสักครู่ระบบจะทำการ Download Packet ต่าง ๆ มาติดตั้งให้เรา)
Step 3. เมื่อติดตั้ง Apache เสร็จแล้ว ลำดับต่อไปเราก็ติดตั้ง PHP ต่อเลยครับ
$sudo aptitude install php5 libapache2-mod-php5 (เนื่องจากเราต้องการให้ Apache กับ PHP ทำงานร่วมกันได้อย่างขยันขันแข่ง เราก็เลยต้องติดตั้ง libapache2-mod-php5 เข้ามาด้วยนะครับ)
Step 4. เมื่อติดตั้งทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเราก็มา Restart Apache ด้วยคำสั่ง
$sudo /etc/init.d/apache2 restart
Step 5. ติดตั้ง MySQL ด้วยคำสั่ง $sudo apt-get install mysql-server-5.0
เพียงเท่านี้เราก็จะได้ LAMP มาใช้งานกันแล้วครับ เห็นไหมครับ การใช้งาน linux ทุกวันนี้สะดวกและรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับ 4-5 ปีที่แล้ว ขอให้มีความสุขกับการใช้งาน linux นะครับ...
Step 1. ไปที่เมนู Applications --> Accessories --> Terminal
Step 2. ได้หนาจอ Terminal ขึ้นมาแล้วเราก็จะมาติดตั้ง Apache ด้วยคำสั่ง
$sudo aptitude install apache2 (Enter เลยนะครับ รอสักครู่ระบบจะทำการ Download Packet ต่าง ๆ มาติดตั้งให้เรา)
Step 3. เมื่อติดตั้ง Apache เสร็จแล้ว ลำดับต่อไปเราก็ติดตั้ง PHP ต่อเลยครับ
$sudo aptitude install php5 libapache2-mod-php5 (เนื่องจากเราต้องการให้ Apache กับ PHP ทำงานร่วมกันได้อย่างขยันขันแข่ง เราก็เลยต้องติดตั้ง libapache2-mod-php5 เข้ามาด้วยนะครับ)
Step 4. เมื่อติดตั้งทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเราก็มา Restart Apache ด้วยคำสั่ง
$sudo /etc/init.d/apache2 restart
Step 5. ติดตั้ง MySQL ด้วยคำสั่ง $sudo apt-get install mysql-server-5.0
เพียงเท่านี้เราก็จะได้ LAMP มาใช้งานกันแล้วครับ เห็นไหมครับ การใช้งาน linux ทุกวันนี้สะดวกและรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับ 4-5 ปีที่แล้ว ขอให้มีความสุขกับการใช้งาน linux นะครับ...
Script Add Thai Fonts For Ubuntu
สำหรับสาวก linux ที่พี่งย้ายบ้านจาก m$ windows xp ไม่ว่าจะเป็น home หรือ pro นะครับ คงจะมีปัญหาไม่น้อยสำหรับการทำงานกับ OpenOffice เพราะหลาย ๆ ท่านยังคุ้นเคยกับ fonts ของ windows อยู่ วันนี้ผมมี script ที่จะช่วยให้ท่าน ๆ ทั้งหลายติดตั้ง fonts Angsana new / upc และ fonts อื่น ๆ ที่เราเคยใช้กันใน windows มาฝาก พร้อมแล้วก็ลุยกันเลยครับ
Step 1. Download script thfonts.sh
Step 2. $chmod +x thfonts.sh
Step 3. $sudo ./thfonts.sh
เพียงสามขั้นตอนนี้เราก็จะได้ fonts ที่เคยใช้กันบน windows มาใช้งานบน linux แล้วครับ คราวนี้ก็ลองเปิดโปรแกรม Write ขึ้นมาทำงาน เราก็จะเห็น fonts ต่าง ๆ แสดงอยู่ใน list ลองดูนะครับ...
อ้างอิงจาก http://www.eng.ru.ac.th
Step 1. Download script thfonts.sh
Step 2. $chmod +x thfonts.sh
Step 3. $sudo ./thfonts.sh
เพียงสามขั้นตอนนี้เราก็จะได้ fonts ที่เคยใช้กันบน windows มาใช้งานบน linux แล้วครับ คราวนี้ก็ลองเปิดโปรแกรม Write ขึ้นมาทำงาน เราก็จะเห็น fonts ต่าง ๆ แสดงอยู่ใน list ลองดูนะครับ...
อ้างอิงจาก http://www.eng.ru.ac.th
Friday, December 14, 2007
การติดตั้ง ntop(Network Monitoring Utility) บน Ubuntu7.10
ก่อนอื่นต้องขอแนะนำสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จัก ntop นะครับ ntop ถือว่าเป็น ulility อีกตัวหนึ่งที่มีให้ใช้งานบน ubuntu ประโยชร์ของเจ้า ntop ก็เปรียบเสมือน รปภ. นั่นแหล่ะครับ แต่ในที่นี้จะเป็นผู้ที่เผ้าติดตามดู traffic ที่เกิดขึ้นในระบบ ตลอดจน protocal ต่าง ๆ ที่มีการใช้งาน ซึ่งการดู report ต่าง ๆ ที่เจ้า ntop ได้เก็บ log ต่าง ๆ ไว้ให้เรา สามารถดูได้โดยเรียกผ่าน Browser ซึ่งจะได้กล่าวถึงการเรียกใช้งานในลำดับต่อไป ว่าแล้วก็ไปลุยกันเลยครับ
สำหรับวิธีติดตั้ง มีดังนี้
อันดับแรกเปิด terminal เจ้าเก่าขึ้นมาก่อนนะครับ ที่เมนู Applications --> Accessories --> Terminal
ลำดับต่อมาให้ใช้คำสั่ง $ sudo apt-get install ntop แล้วเคาะ enter ระบบจะถามหารหัสผ่าน ก็ให้กรอกรหัสของเราเข้าไป
รอสักครู่ เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้สั่ง $sudo ntop อีกครั้ง
จากนั้นให้ใช้คำสั่ง $ sudo apt-get install grahviz เพื่อให้เราสามารถเรียกใช้งานผ่าน Browser ได้ และในขั้นตอนนี้ระบบจะให้เรากรอกรหัสผ่านเพื่อใช้ในการ authen เข้าไปแก้ไขค่า preference ต่าง ๆ
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายเราก็สั่งให้ ntop เริ่มทำงานด้วยคำสั่ง $ sudo /etc/init.d/ntop start
หลังจากสั่ง start service ntop แล้วก็ลองเปิด Browser ขึ้นมา แล้วลองเรียก http://localhost:3000 ดูนะครับ ถ้าเรียกได้แสดงว่าการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์(เครื่องที่ติดตั้ง ntop จำเป็นต้องลง apache ไว้ก่อนนะครับ)
ในการเข้าไปแก้ไขค่า preference ต่าง ๆ ของ ntop หลังจากเรียก http://localhost:3000 ขึ้นมาแล้วให้เข้าไปที่เมนู admin --> configure (ใส่ username/password ที่เรากรอกไปเมื่อตอนติดตั้งด้วย) --> preferences
ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการติดตั้ง ntop (แบบทุลักทุเล) บน Ubuntu 7.10
สำหรับวิธีติดตั้ง มีดังนี้
อันดับแรกเปิด terminal เจ้าเก่าขึ้นมาก่อนนะครับ ที่เมนู Applications --> Accessories --> Terminal
ลำดับต่อมาให้ใช้คำสั่ง $ sudo apt-get install ntop แล้วเคาะ enter ระบบจะถามหารหัสผ่าน ก็ให้กรอกรหัสของเราเข้าไป
รอสักครู่ เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้สั่ง $sudo ntop อีกครั้ง
จากนั้นให้ใช้คำสั่ง $ sudo apt-get install grahviz เพื่อให้เราสามารถเรียกใช้งานผ่าน Browser ได้ และในขั้นตอนนี้ระบบจะให้เรากรอกรหัสผ่านเพื่อใช้ในการ authen เข้าไปแก้ไขค่า preference ต่าง ๆ
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายเราก็สั่งให้ ntop เริ่มทำงานด้วยคำสั่ง $ sudo /etc/init.d/ntop start
หลังจากสั่ง start service ntop แล้วก็ลองเปิด Browser ขึ้นมา แล้วลองเรียก http://localhost:3000 ดูนะครับ ถ้าเรียกได้แสดงว่าการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์(เครื่องที่ติดตั้ง ntop จำเป็นต้องลง apache ไว้ก่อนนะครับ)
ในการเข้าไปแก้ไขค่า preference ต่าง ๆ ของ ntop หลังจากเรียก http://localhost:3000 ขึ้นมาแล้วให้เข้าไปที่เมนู admin --> configure (ใส่ username/password ที่เรากรอกไปเมื่อตอนติดตั้งด้วย) --> preferences
ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการติดตั้ง ntop (แบบทุลักทุเล) บน Ubuntu 7.10
Monday, December 10, 2007
การติดตั้ง Compiz Fusion บน Ubuntu7.10(Gutsy)
แห่ม! หลายท่านก็คงจะได้สัมผัสกับ Ubuntu7.10(Gutsy) ไปแล้วนะครับ ในเวอร์ชั่นนี้ ก็มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกสบายเพิ่มเข้ามาให้เราได้ใช้งานกันอย่างจุใจกันเลย
และเครื่องมือที่จะมาเพิ่มความสามารถให้กับ Linux Desktop ของเราในที่นี้ก็คือ compiz fusion นั่นเอง
ว่าแล้วก็ลุยกันเลยครับ อันดับแรกให้ท่านเปิด Terminal ขึ้นมาก่อนนะครับ จากนั้นก็พิมพ์คำสั่งลงไปตามนี้
sudo apt-get install compizconfig-settings-manager จากนั้นระบบจะถามรหัสผ่าน
ก็ให้ใส่รหัสผ่านของเท่าน รอสักครู่ระบบจะทำการติดตั้ง compiz manager (นั่งจิบกาแฟรอครับ)
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ท่านสามารถเรียกใช้งาน compiz manager ได้ที่
system --> preferences --> advanced desktop effects settings
ทำการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้ตามใจชอบเลยครับ สำหรับบทความนี้คงจบแค่นี้ ขอให้มีความสุขกับการเล่น Desktop effects นะครับ
และเครื่องมือที่จะมาเพิ่มความสามารถให้กับ Linux Desktop ของเราในที่นี้ก็คือ compiz fusion นั่นเอง
ว่าแล้วก็ลุยกันเลยครับ อันดับแรกให้ท่านเปิด Terminal ขึ้นมาก่อนนะครับ จากนั้นก็พิมพ์คำสั่งลงไปตามนี้
sudo apt-get install compizconfig-settings-manager จากนั้นระบบจะถามรหัสผ่าน
ก็ให้ใส่รหัสผ่านของเท่าน รอสักครู่ระบบจะทำการติดตั้ง compiz manager (นั่งจิบกาแฟรอครับ)
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ท่านสามารถเรียกใช้งาน compiz manager ได้ที่
system --> preferences --> advanced desktop effects settings
ทำการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้ตามใจชอบเลยครับ สำหรับบทความนี้คงจบแค่นี้ ขอให้มีความสุขกับการเล่น Desktop effects นะครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)